ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Nanaliving
ความรู้อสังหาฯอาคารชุด อพาร์ตเมนต์ นานาเช่าห้องซอยนานาโฉนดห้องชุด

อาคารชุด vs อพาร์ตเมนต์ในซอยนานา: ต่างกันตรงไหน มีผลกับสัญญาเช่าอย่างไร

โดย ทีมงาน Nanalivingอัปเดต 15 ตุลาคม 2569อ่าน 12 นาที
ป้ายให้เช่าห้องพักหน้าตึกเก่าในซอยนานา สะท้อนความต่างระหว่างอาคารชุดและอพาร์ตเมนต์
คู่มือฉบับเต็มบทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซื้อคอนโดย่านนานา: เช็กโควตาต่างชาติ ลีสโฮลด์ ค่าโอนและภาษีก่อนวางมัดจำ

อาคารชุด อพาร์ตเมนต์ นานา คือสองคำที่คนหาเช่าในย่านนี้มักปนกันจนลืมไปว่ามันมีผลทางกฎหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง ป้าย "คอนโดให้เช่า" ที่แขวนหน้าตึกในสุขุมวิท ซอย 4 ซอย 11 หรือรอบตลาดนานา จำนวนไม่น้อยเป็นเพียงคำการตลาด ไม่ใช่สถานะจดทะเบียนจริงตาม พ.ร.บ.อาคารชุด บทความนี้อธิบายว่าความต่างข้อเดียวนี้ส่งผลถึงใครคือคู่สัญญาที่คุณเซ็นด้วย เงินมัดจำจัดการอย่างไร ใครมีหน้าที่แจ้ง TM.30 ให้ผู้เช่าต่างชาติ และทำไมการซื้อห้องแยกจึงทำได้เฉพาะในอาคารชุดเท่านั้น เหมาะสำหรับคนที่กำลังจะเซ็นสัญญาเช่าในซอยนานาและอยากรู้ว่าควรถามอะไรก่อนวางเงิน

สารบัญ

อาคารชุดกับอพาร์ตเมนต์ ต่างกันที่ "ใครเป็นเจ้าของ"

ความต่างเริ่มที่คำถามเดียว คือใครเป็นเจ้าของ อาคารชุด จดทะเบียนภายใต้ พ.ร.บ.อาคารชุด แต่ละห้องมีโฉนดห้องชุดของตัวเอง มีเจ้าของรายบุคคล และมีนิติบุคคลอาคารชุดดูแลส่วนกลาง หมายความว่าห้องหนึ่งขายแยกได้ โอนกรรมสิทธิ์ได้ และมีชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ชัดเจนในสารบบที่ดิน ส่วนอพาร์ตเมนต์คือตึกทั้งหลังที่เจ้าของคนเดียวถือไว้ ไม่มีโฉนดรายห้อง ไม่มีนิติบุคคลอาคารชุด และขายแยกเป็นห้องไม่ได้ เพราะกฎหมายไม่รับรองห้องเป็นทรัพย์สินแยกชิ้น ในย่านนานาป้าย "คอนโดให้เช่า" ที่แขวนหน้าตึกจำนวนไม่น้อยเป็นคำการตลาด ไม่ใช่สถานะตามกฎหมาย ก่อนวางเงินจึงควรถามตรง ๆ ว่าตึกนี้ จดทะเบียนอาคารชุดหรือเปล่า เรื่องนี้เห็นชัดที่สุดบนสุขุมวิท ซอย 4 และซอย 11 ที่ตึกทั้งสองแบบตั้งเรียงกันในซอยเดียว หน้าตาคล้ายกันจนแยกด้วยตาเปล่าแทบไม่ออก

ประเด็นอาคารชุดอพาร์ตเมนต์
กฎหมายที่รองรับพ.ร.บ.อาคารชุดไม่มีเฉพาะ ใช้กฎหมายเช่าทั่วไป
กรรมสิทธิ์โฉนดห้องชุดรายห้อง มีเจ้าของหลายรายเจ้าของตึกคนเดียวทั้งหลัง
ผู้ดูแลส่วนกลางนิติบุคคลอาคารชุดสำนักงานของเจ้าของตึก
ซื้อแยกเป็นห้องทำได้ โอนกรรมสิทธิ์ได้ทำไม่ได้
สรุปความต่างหลักระหว่างอาคารชุดกับอพาร์ตเมนต์

ทำไมตึกเก่าแถวตลาดนานาส่วนใหญ่เป็นอพาร์ตเมนต์

ตึกเตี้ยแบบเดินขึ้นบันได (walk-up) หลายหลังรอบตลาดนานาและในซอยลึกอย่างซอยอาหรับสร้างและถือครองโดยครอบครัวหรือเจ้าของรายเดียวมาตั้งแต่ก่อนที่การจดทะเบียนอาคารชุดจะแพร่หลาย เจ้าของเหล่านี้ตั้งใจทำเป็นธุรกิจปล่อยเช่ารายเดือน เก็บค่าเช่าเองทั้งตึก ไม่ได้ตั้งใจแบ่งขายรายห้องตั้งแต่แรก ตึกกลุ่มนี้จึงยังเป็นอพาร์ตเมนต์มาจนถึงวันนี้ ต่างจากอาคารสูงรุ่นใหม่ที่ขยับเข้าใกล้ BTS นานาและไล่ไปทางอโศก ซึ่งมักพัฒนาเพื่อขายรายห้องตั้งแต่ต้น จึงมีแนวโน้มเป็นอาคารชุดที่จดทะเบียนถูกต้อง

  • ตึกเตี้ย เดินขึ้นบันไดหรือลิฟต์ตัวเดียว อายุหลายสิบปี มีสำนักงานเดียวเก็บค่าเช่าทั้งตึก มักเป็นอพาร์ตเมนต์
  • อาคารสูงมีล็อบบี้ มีป้ายสำนักงานนิติบุคคล และมีทั้งคนอยู่เองและคนปล่อยเช่าปนกัน มักเป็นอาคารชุด
  • ถ้าติดต่อได้เฉพาะ "ออฟฟิศตึก" ที่เดียวสำหรับทุกเรื่อง ตั้งแต่เช่าจนถึงซ่อมแอร์ สัญญาณค่อนข้างชัดว่าเป็นอพาร์ตเมนต์
  • ถ้ามีเจ้าของห้องหลายคนและติดต่อผ่านตัวแทนของแต่ละห้อง แนวโน้มคืออาคารชุด
  • ค่าเช่าอพาร์ตเมนต์เก่าในซอยลึกมักต่ำกว่าห้องในอาคารชุดใหม่ริมสุขุมวิทพอสมควร แต่ตัวเลขขึ้นกับสภาพและทำเลมาก ควรเทียบราคาจริงในช่วงที่จะเช่าอีกครั้ง

การอ่านสองอย่างนี้ให้ออกช่วยตั้งความคาดหวังได้ถูกตั้งแต่ต้น อพาร์ตเมนต์เก่าแถวตลาดนานาให้ค่าเช่าที่จับต้องง่ายและความยืดหยุ่นในการต่อรองกับเจ้าของโดยตรง แลกกับสิ่งอำนวยความสะดวกและการจัดการที่เป็นระบบน้อยกว่า ส่วนอาคารชุดใกล้ BTS นานาหรือฝั่งอโศกให้ความเป็นระบบและตัวเลือกซื้อในอนาคต แต่ราคาสูงกว่าและมีกฎนิติบุคคลให้ต้องปฏิบัติตาม เลือกแบบไหนก็ได้ ขอเพียงรู้ว่ากำลังเช่าของแบบใดอยู่

สิ่งที่เปลี่ยนไปในสัญญาเช่า: มัดจำ คู่สัญญา และการต่อรอง

เมื่อรู้ประเภทตึกแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนตามมาคือคุณเซ็นสัญญากับใครและเงินมัดจำอยู่ในมือใคร ในอพาร์ตเมนต์คุณดีลกับเจ้าของตึกหรือสำนักงานตึกโดยตรง เงื่อนไขและเงินมัดจำ (มักอยู่ราว 1-2 เดือน ควรตรวจสอบอีกครั้งเพราะแต่ละตึกไม่เท่ากัน) ต่อรองกันแบบไม่เป็นทางการ และการคืนเงินขึ้นกับเจ้าของคนเดียวนั้น ส่วนในอาคารชุดคุณเช่าจากเจ้าของห้องรายบุคคล บ่อยครั้งผ่านตัวแทนของเขา เซ็นสัญญาในรูปแบบมาตรฐานที่อิงสัญญาเช่าควบคุม ต้องรับรู้เรื่องค่าส่วนกลาง และต้องทำตามกฎนิติบุคคลอาคารชุด ประเด็นที่คนไทยและชาวต่างชาติมองข้ามคือ โควตากรรมสิทธิ์ต่างชาติมีเฉพาะในอาคารชุดเท่านั้น อพาร์ตเมนต์จึงซื้อเป็นห้องไม่ได้ ไม่ว่าใครก็ตาม

ข้อดี

  • อพาร์ตเมนต์: ต่อรองค่าเช่าและเงื่อนไขกับเจ้าของโดยตรง ยืดหยุ่นและตัดสินใจเร็ว
  • อพาร์ตเมนต์: มักไม่มีค่าส่วนกลางแยก คิดรวมในค่าเช่าไปเลย
  • อาคารชุด: สัญญาอิงรูปแบบมาตรฐาน มีกรอบคุ้มครองผู้เช่าชัดเจนกว่า
  • อาคารชุด: ซื้อห้องต่อได้ในอนาคตหากเป็นโควตาที่เปิดให้

ข้อควรพิจารณา

  • อพาร์ตเมนต์: การคืนมัดจำขึ้นกับดุลพินิจเจ้าของคนเดียว หากมีข้อพิพาทพึ่งกลไกกลางได้ยาก
  • อพาร์ตเมนต์: ซื้อเป็นห้องไม่ได้เด็ดขาด แม้เก็บเงินพร้อมแล้ว
  • อาคารชุด: มีค่าส่วนกลางและกฎนิติบุคคลที่ต้องปฏิบัติตาม เช่น เวลาขนของ สัตว์เลี้ยง
  • อาคารชุด: มัดจำอยู่กับเจ้าของห้องรายบุคคล ควรทำหลักฐานรับเงินให้ชัด

ใครต้องแจ้ง TM.30 และคุณควรตรวจอะไรก่อนเซ็น

TM.30 คือการแจ้งที่พักอาศัยของชาวต่างชาติต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หน้าที่แจ้งตกอยู่กับเจ้าบ้านหรือผู้ครอบครองที่พัก กลไกนี้ต่างกันตามประเภทตึก ในอพาร์ตเมนต์เจ้าของตึกคนเดียวมักเป็นเจ้าบ้านและเป็นคนยื่นเอง ผู้เช่าต่างชาติจึงต้องยืนยันให้ชัดว่าใครจะเป็นคนยื่นจริง เพราะ TM.30 ที่ขาดหายทำให้เกิดปัญหาตอนรายงานตัว 90 วันและต่อวีซ่า ซึ่งเป็นเรื่องที่แก้ทีหลังยุ่งยากกว่าถามให้ชัดตั้งแต่ก่อนเซ็น โดยเฉพาะคนที่เช่าใกล้โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์หรือเทอร์มินอล 21 เพื่ออยู่ยาว

ตม.30 (แจ้งที่พักคนต่างด้าว): พ.ร.บ.คนเข้าเมือง มาตรา 38 ให้ "เจ้าบ้าน เจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถาน หรือผู้จัดการโรงแรม" ซึ่งรับคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเข้าพักอาศัย แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ที่ทำการตรวจคนเข้าเมืองในท้องที่ที่บ้าน เคหสถาน หรือโรงแรมนั้นตั้งอยู่ (บ้าน เคหสถาน หรือโรงแรมที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ แจ้งที่กองตรวจคนเข้าเมือง · ท้องที่ที่ไม่มีที่ทำการตรวจคนเข้าเมือง แจ้งที่สถานีตำรวจท้องที่) ภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่คนต่างด้าวเข้าพักอาศัย · วิธีแจ้งให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด (มาตรา 38 วรรคสาม) · มาตรา 4 นิยาม "เจ้าบ้าน" ว่า "ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครองบ้าน ในฐานะเป็นเจ้าของผู้เช่า หรือในฐานะอื่นใด ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร" (พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เขียนฐานะไว้สามแบบ คือ "ในฐานะเป็นเจ้าของ ผู้เช่า หรือในฐานะอื่นใดก็ตาม") ผู้เช่าที่เป็นหัวหน้าครอบครองบ้านเป็นเจ้าบ้านตามนิยามนี้ · พ.ร.บ.คนเข้าเมืองไม่มีบทนิยามคำว่า "ผู้ครอบครองเคหสถาน" ที่ใช้ในมาตรา 38 (มาตรา 4 มีบทนิยามคำว่า "เคหสถาน") และไม่ได้เขียนว่าผู้เช่าที่ไม่ได้เป็นหัวหน้าครอบครองบ้านเป็นหรือไม่เป็นผู้ครอบครองเคหสถาน

ก่อนย้ายเข้า ให้ถามนิติบุคคลอาคารชุดหรือเจ้าของห้องว่าใครเป็นผู้ยื่น ตกลงกันในสัญญาเช่า และขอสำเนาใบรับแจ้งเก็บไว้

  1. ถามให้ได้คำตอบว่าตึกจดทะเบียนอาคารชุดหรือเป็นอพาร์ตเมนต์ เพื่อรู้ว่าจะเซ็นกับใคร
  2. ยืนยันว่าใครเป็นคู่สัญญาที่เซ็นจริง เจ้าของตึก เจ้าของห้อง หรือตัวแทนที่มีหนังสือมอบอำนาจ
  3. ตกลงให้ชัดว่าใครถือเงินมัดจำ คืนภายในกี่วัน และหักอะไรได้บ้าง โดยระบุเป็นลายลักษณ์อักษร
  4. ระบุชัดว่าใครจะยื่น TM.30 และขอหลักฐานการยื่นเก็บไว้ทุกครั้งหากเป็นผู้เช่าต่างชาติ
  5. ถามว่ามีทะเบียนบ้าน (บลูบุ๊ก) ของที่พักให้ใช้ประกอบเรื่องวีซ่าและรายงานตัวได้หรือไม่

คำถามที่พบบ่อย

คอนโดกับอพาร์ตเมนต์ในนานาต่างกันยังไง

ต่างกันที่กรรมสิทธิ์ อาคารชุดจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.อาคารชุด แต่ละห้องมีโฉนดแยกและมีเจ้าของรายบุคคล ส่วนอพาร์ตเมนต์คือตึกทั้งหลังที่มีเจ้าของเดียว ไม่มีโฉนดรายห้องและขายแยกห้องไม่ได้ ป้าย "คอนโด" หน้าตึกจึงเป็นคำการตลาด ไม่ใช่สถานะทางกฎหมายเสมอไป

เช่าห้องในซอยนานาต้องดูอะไรก่อนวางมัดจำ

ควรถามตรง ๆ ว่าตึกจดทะเบียนอาคารชุดหรือเป็นอพาร์ตเมนต์ แล้วตรวจสอบว่าใครคือคู่สัญญาตัวจริงที่จะเซ็นด้วย เจ้าของตึก เจ้าของห้อง หรือตัวแทนที่มีหนังสือมอบอำนาจ เพราะสิ่งนี้กำหนดเงื่อนไขมัดจำและการคืนเงินเมื่อสัญญาสิ้นสุด

ใครมีหน้าที่แจ้ง TM.30 ให้ผู้เช่าต่างชาติ

หน้าที่ตกอยู่กับเจ้าบ้านหรือผู้ครอบครองที่พัก ในอพาร์ตเมนต์มักเป็นเจ้าของตึกที่ยื่นเอง ผู้เช่าจึงควรยืนยันให้ชัดก่อนเซ็นสัญญาว่าใครจะเป็นคนยื่นจริง

ชาวต่างชาติซื้อห้องในซอยนานาได้ไหม

ซื้อได้เฉพาะห้องในอาคารชุดที่จดทะเบียนถูกต้องและอยู่ในโควตากรรมสิทธิ์ต่างชาติเท่านั้น ส่วนอพาร์ตเมนต์ไม่สามารถซื้อเป็นห้องได้เลยไม่ว่าใครก็ตาม เพราะกฎหมายไม่รับรองห้องในอพาร์ตเมนต์เป็นทรัพย์สินแยกชิ้น ควรตรวจสอบสถานะการจดทะเบียนกับผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

ทำไมตึกเก่ารอบตลาดนานาส่วนใหญ่เป็นอพาร์ตเมนต์ไม่ใช่คอนโด

เพราะตึกเตี้ยแบบเดินบันไดหลายหลังรอบตลาดนานาและในซอยลึกถูกสร้างและถือครองโดยครอบครัวหรือเจ้าของรายเดียวตั้งแต่ก่อนการจดทะเบียนอาคารชุดจะแพร่หลาย เจ้าของตั้งใจทำธุรกิจปล่อยเช่ารายเดือนทั้งตึกมาตั้งแต่แรก ไม่ได้ตั้งใจแบ่งขายรายห้อง

เงินมัดจำค่าเช่าคอนโดกับอพาร์ตเมนต์ต่างกันไหม

โดยทั่วไปเงินมัดจำมักอยู่ราว 1-2 เดือนของค่าเช่า แต่รายละเอียดต่างกันตามประเภทตึกและควรตรวจสอบกับคู่สัญญาโดยตรงเสมอเพราะแต่ละตึกไม่เท่ากัน ในอพาร์ตเมนต์การต่อรองและการคืนเงินขึ้นกับเจ้าของตึกคนเดียว ส่วนในอาคารชุดมักอิงสัญญาเช่าควบคุมมาตรฐานและมีเรื่องค่าส่วนกลางเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

บทสรุป

ก่อนโอนเงินมัดจำก้อนแรก ให้ถามคำถามเดียวที่สำคัญที่สุดคือตึกนี้จดทะเบียนอาคารชุดหรือไม่ แล้วขอดูหลักฐานว่าใครคือคู่สัญญาตัวจริง เจ้าของตึก เจ้าของห้อง หรือตัวแทนที่มีหนังสือมอบอำนาจ เพราะคำตอบนี้จะกำหนดทั้งเงื่อนไขมัดจำ การคืนเงิน และใครต้องแจ้ง TM.30 ให้คุณ หากเป็นชาวต่างชาติที่วางแผนอยู่ยาวหรือมีแผนซื้อในอนาคต ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอสังหาริมทรัพย์ก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่เชื่อคำว่า "คอนโด" บนป้ายหน้าตึกเพียงอย่างเดียว

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความรู้อสังหาฯคู่มือฉบับเต็ม

ซื้อคอนโดย่านนานา: เช็กโควตาต่างชาติ ลีสโฮลด์ ค่าโอนและภาษีก่อนวางมัดจำ

โควตาต่างชาติในนานามักเต็มเร็วกว่าที่คิด บทความนี้ไล่ลำดับสิ่งที่ต้องเช็กก่อนวางมัดจำ ถึงตัวเลขค่าโอนและภาษีจริง

อ่าน 26 นาที
ความรู้อสังหาฯ

จดทะเบียนบริษัทคอนโดนานาได้ไหม? สิ่งที่ผู้เช่าซอย 3–11 ต้องรู้ก่อนใช้ที่อยู่

จดทะเบียนบริษัทคอนโดนานาทำได้ตามกฎหมาย แต่ส่วนใหญ่ติดที่ข้อบังคับนิติฯ และเอกสารยินยอมจากเจ้าของห้อง

อ่าน 11 นาที
ความรู้อสังหาฯ

ตรวจรับห้องคอนโด นานา ในตึกเก่า: 15 จุดที่คนมักพลาดก่อนเซ็นสัญญา

ห้องเช่าย่านนานาส่วนใหญ่คือตึกเก่าอายุ 20-35 ปี เช็กลิสต์ตรวจรับห้องที่จูนมาสำหรับปัญหาเฉพาะของตึกกลุ่มนี้ ก่อนเซ็นสัญญา

อ่าน 12 นาที
ความรู้อสังหาฯ

ขอหนังสือรับรองนิติบุคคลก่อนโอนคอนโดนานา: Foreign Quota และใบปลอดหนี้

ทำไมการโอนคอนโดนานาให้ต่างชาติมักสะดุดที่ขั้นตอนสุดท้าย ไม่ใช่เพราะเงินหรือสัญญา แต่เพราะเอกสารสองใบจากนิติบุคคลที่มีอายุสั้นเกินคาด

อ่าน 12 นาที